สินค้า & บริการ

แบตเตอรี่

ตรวจเช็คและเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจหลักของระบบไฟฟ้ารถยนต์ ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบสตาร์ท ระบบจุดระเบิด และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในรถ ซึ่งแบตเตอรี่สามารถคายประจุและเก็บประจุได้ในตัวเอง โดยแบตเตอรี่จะประกอบไปด้วยแผ่นโลหะที่เป็นขั้วบวกกับขั้วลบแช่อยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ (น้ำกรดซัลฟิวริก) จะทำปฏิกิริยาเคมีกับแผ่นธาตุ ก่อให้เกิดเป็นกระแสไฟขึ้นมาเรียกว่า "Discharging" (การจ่ายกระแสไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่) และเมื่อมีการสะสมกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ที่แบตเตอรี่ เรียกว่า "Charging" (การประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่)

แบตเตอรี่รถยนต์โดยทั่วไปแบ่งออกได้ 2 ประเภทดังต่อไปนี้

1. แบบธรรมดา (Lead-Acid)

มีระบบการทำงานโดยให้แผ่นธาตุบวกกับลบแช่อยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ (น้ำกรดซัลฟิวริก) แล้วทำปฏิกิริยาเคมีเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าขึ้น แบตเตอรี่รถยนต์แบบนี้ต้นทุนไม่แพงมาก ง่ายต่อการผลิต รวมไปถึงเรื่องของการเก็บรักษา เพียงเติมน้ำกรดและน้ำกลั่น ทำการวัดค่าความถ่วงจำเพาะให้ได้ตามที่ระบุไว้ จากนั้นก็ทำการชาร์จไฟให้เคมีต่างๆ ในตัวแบตเตอรี่นั้นทำปฏิกิริยาจนกระทั่งมีประจุไฟเต็ม ก็สามารถนำไปใช้งานได้ตามปกติ แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องระวังเรื่องตำแหน่งของการติดตั้ง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้ต้องมีรูระบายไอของน้ำกรด ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนสีหรืออุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องเครื่อง อีกทั้งยังต้องตรวจเช็คแบตเตอรี่รถยนต์ของระดับน้ำกรดในหม้อแบตเตอรี่อยู่เป็นประจำ เนื่องจากการสูญเสียน้ำในระบบค่อนข้างสูงหรือหากจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ แบตเตอรี่จะมีการคายประจุตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องคอยตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ โดยหากไม่มีการใช้รถเป็นเวลานาน ๆ ควรสตาร์ทรถบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อกระตุ้นแบตเตอรี่ ให้มีกระแสไฟฟ้าไหลเข้า-ออกให้ครบวงจร ทั้งนี้เป็นการลดความเสี่ยงของปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมได้อีกด้วย

2. แบบเมนเทนแนนซ์ฟรี (MF : Maintenance Free)

เป็นแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น (บ่อย) ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากแบตเตอรี่แบบธรรมดาด้วยการปรับปรุงในส่วนของแผ่นธาตุมาใช้แบบ “ตะกั่วแคลเซียม”(Pb-Ca) ในส่วนของแผ่นกั้นที่ใช้วัสดุที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ ลดการสูญเสียประจุไฟฟ้ารวมไปถึงจุกปิด ที่ออกแบบให้ทำหน้าที่ดักไอน้ำภายในแบตเตอรี่ เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้ำน้อยที่สุด เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ด้วยโครงแผ่นธาตุที่เปลี่ยนมาใช้แบบ “ตะกั่วแคลเซียม” ที่ให้อายุการใช้งานทนทานกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปถึง 25% และอัตราการสูญเสียน้ำภายในระบบต่ำ สามารถติดตั้งได้หลายตำแหน่งไม่จำกัดว่าจะต้องเฉพาะที่ด้านหน้ารถ เนื่องจากว่าไม่มีรูระบายไอน้ำกรดอย่างแบตเตอรี่ธรรมดา ช่วยป้องกันความเสียหายจากไอน้ำกรดอย่างแบตเตอรี่ธรรมดา รวมถึงความเสียหายจากไอน้ำกรดที่จะมาทำลายพื้นผิวต่างๆ ทำให้สามารถเลือกตำแหน่งติดตั้งได้มากกว่า อีกทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพรถและผู้ใช้งาน ถึงแม้จะมีราคาแพงกว่าแต่ช่วยลดเวลาในการตรวจเช็คแบตเตอรี่รถยนต์และขั้นตอนที่ยุ่งยากต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากจะมีตาแมว (Indicator) บอกสถานะกำลังไฟและระดับน้ำกลั่นของแบตเตอรี่มาให้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรละเลยในส่วนนี้ หากพบว่าระดับน้ำกลั่นลดลงมากๆ ให้รีบเติมน้ำกลั่นเพิ่มให้ได้ระดับหรือนำไปอัดไฟเพิ่ม เรียกว่าเป็น “เมนเทนแนนซ์ฟรี” แต่ ในทางปฏิบัติแล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป แบตเตอรี่ชนิดนี้จะใช้งานได้ดีกับประเทศที่มีอากาศหนาว เนื่องจากในอากาศหนาวจะมีการระเหยต่ำ แต่กับเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ถึงจะออกแบบให้น้ำระเหยยากสักเพียงไรก็ไม่สามารถควบคุมได้หมด แต่ถ้าเทียบปริมาณแล้วก็ยังน้อยกว่าแบตเตอรี่ธรรมดา เรียกได้ว่าดูแลน้อยกว่ากันมาก ๆ แต่ไม่ใช่ไม่ต้องดูแล เมื่อถึงเวลาไม่ว่าคุณจะใช้แบตเตอรี่ประเภทใดก็ตามก็ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานมากยิ่งขึ้น